การลำเลียงผู้ประสบภัยออกจากถ้ำ

 

“การลำเลียงผู้ประสบภัยออกจากถ้ำ”
ศูนย์แพทย์ภัยพิบัติและฉุกเฉินเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์
วิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์

Search (ค้นหา) พบ-สำเร็จขั้นที่ ๑ แล้ว
Rescue (กู้ผู้ประสบภัย) เป็นขั้นตอนต่อไป
ทีมยังคงต้องปฏิบัติการกันอย่างหนักหน่วงต่อไป
ขอเป็นกำลังใจให้ทีมปฏิบัติการและน้องๆ ทีมหมูป่าทุกคนครับ

#ขั้นต่อไปอาจยากและใช้เวลามากกว่าขั้นที่1 นะครับ

ในขณะที่การค้นหาทีมหมูป่าอคาเดมีกำลังดำเนินไปได้ด้วยดี สิ่งหนึ่งที่ต้องเตรียมการวางแผนให้พร้อมคือการลำเลียงผู้ประสบภัยออกจากจุดที่ติดอยู่ภายในถ้ำ

ลำดับแรกคือการคาดการณ์สภาพร่างกายและการเจ็บป่วยของผู้ประสบภัย จากข้อมูลทางสถิติผู้ประสบภัยจากการสำรวจถ้ำพบว่า อาการเจ็บป่วยที่พบบ่อยที่สุดจากการสำรวจถ้ำ คือ การบาดเจ็บ (ร้อยละ 72) รองลงมา คือ การเกิดภาวะอุณหภูมิร่างกายต่ำ(Hypothermia) (ร้อยละ 7) และภาวะอิดโรย (Exhausted) จากการขาดอาหารและน้ำ (ร้อยละ 5) การบาดเจ็บที่พบมากที่สุด คือ การบาดเจ็บของรยางค์ล่าง (สะโพก ต้นขา ท่อนขา ข้อเท้า) และการบาดเจ็บของรยางค์บน (ไหล่ ต้นแขน ท่อนแขน ข้อมือ) และการบาดเจ็บที่ศีรษะ ซึ่งในกรณีนี้หากใช้ข้อมูลที่ได้จากสื่อต่างๆ ที่สันนิษฐานว่าเด็กๆเหล่านี้ติดอยู่ในถ้ำเพราะหนีน้ำที่ไหลเข้ามาในถ้ำอย่างรวดเร็วนั้น อาจคาดการณ์ในเบื้องต้นว่าคงไม่ได้รับบาดเจ็บรุนแรงแต่อย่างใด ดังนั้นปัญหาสำคัญที่จะส่งผลต่อสุขภาพเด็กในเวลานี้ก็คือการขาดอาหารและน้ำสะอาด และการอยู่ในที่เปียกชื้นและเย็น มาเป็นระยะเวลา8วัน ซึ่งทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย และอาจมีภาวะอุณหภูมิร่างกายต่ำ(Hypothermia) สภาพร่างกายเช่นนี้ควรได้รับการปฐมพยาบาลเบื้องต้นทันทีที่พบเด็ก เช่นการให้ดื่มน้ำอุ่น ให้รับประทานอาหาร และเปลี่ยนเสื้อผ้าที่แห้งและอบอุ่นโดยเร็ว อย่างไรก็ตาม แม้จะคาดการณ์ว่าเด็กๆไม่ได้รับบาดเจ็บรุนแรง แต่การเตรียมอุปกรณ์ในการยกลำเลียง เช่น อุปกรณ์ดามกระดูก อุปกรณ์ป้องกันกระดูกสันหลังทั้งส่วนคอ และส่วนหลัง ยังเป็นเรื่องที่มีความสำคัญเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการบาดเจ็บเพิ่มเติมระหว่างการลำเลียง การเตรียมการให้สารน้ำกรณีที่ผู้ประสบภัยไม่สามารถดื่มน้ำเองได้ เพื่อรักษาภาวะอิดโรย การจัดการภาวะอุณหภูมิร่างกายต่ำ การจัดเตรียมผ้าห่ม,เสื้อผ้าที่แห้งและกันน้ำ เพื่อรักษาอุณหภูมิร่างกายระหว่างการลำเลียง ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับเพิ่มความสำเร็จในการลำเลียงผู้ประสบภัย

#การลำเลียงออกจากถ้ำ อาจทำได้2วิธี คือ

#วิธีที่1 คือนำออกทางปากถ้ำ ด้วยวิธีพื้นฐาน (Basic evacuation) วิธีนี้จะทำได้เมื่อระดับน้ำในถ้ำลดลง จนสามารถให้ผู้ประสบภัยนอนหงายลอยตัวออกมาได้โดยไม่ต้องดำน้ำ ข้อดีของวิธีนี้คือจะสามารถนำตัวออกมาได้สะดวก รวมถึงสามารถให้การดูแลอาการระหว่างการเคลื่อนย้ายได้ โดยอาศัยอุปกรณ์ เช่น เปลตระกล้า (Basket stretcher) เพื่อช่วยในการขนย้ายทางน้ำ แต่ข้อเสียคือไม่สามารถนำผู้ป่วยออกมาได้ทันที ต้องรอให้ระดับน้ำมีความเหมาะสม และมีความเสี่ยงที่สำคัญคือมีโอกาสที่ระดับน้ำจะขึ้นสูงฉับพลันในขณะที่ลำเลียง ซึ่งจะทำให้ทั้งผู้ที่ทำการช่วยเหลือและผู้ประสบภัยเกิดอันตรายจากการจมน้ำและเสียชีวิตได้ จึงต้องมั่นใจว่าทีมงานควบคุมระดับน้ำจากภายนอกถ้ำสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ทั้งหมดเท่านั้น

ทั้งนี้หากทีมนักประดาน้ำสามารถเข้าถึงตัวเด็กๆได้ สิ่งที่ควรทำในเบื้องต้นคือการประเมินสถานการณ์,ประเมินสภาพผู้ป่วย,ลำเลียงอาหาร,น้ำดื่ม,เสื้อผ้าที่แห้งและอบอุ่น เข้าไปเพื่อฟื้นฟูสภาพร่างกายเด็กๆในระหว่างที่รอความเหมาะสมของระดับน้ำเพื่อทำการลำเลียง ซึ่งอาจจะใช้เวลาหลายวันและในกรณีที่จำเป็นอาจต้องนำทีมบุคลากรทางการแพทย์เข้าไปดูแลผู้ป่วยด้วย

#วิธีที่2 คือลำเลียงออกแนวดิ่ง (Vertical evacuation) ถ้าสามารถค้นหาช่องทางปล่องโพรง และเข้าถึงจุดที่ผู้ประสบภัยหลบอยู่ ข้อดีของวิธีนี้คือไม่มีความเสี่ยงว่าเส้นทางออกจะถูกปิดกั้นทันที ไม่ต้องรอเวลา สามารถนำตัวผู้ป่วยออกมาได้เลย แต่ปัญหาสำคัญคือต้องอาศัยทักษะขั้นสูง และใช้เวลานานในการลำเลียงผู้ป่วยแต่ละราย และอาจใช้เวลาหลายวันในการลำเลียงผู้ป่วยจนครบทั้ง13ราย ทั้งนี้เพราะปล่องโพรงตามธรรมชาติเหล่านี้มักจะเล็กแคบและคดเคี้ยว บางจุดต้องอาศัยการคลานและปีนป่าย บางจุดแคบจนสามารถผ่านไปได้ทีละคน จึงมีความเสี่ยงจากการที่ไม่สามารถให้การดูแลรักษาพยาบาลระหว่างการเคลื่อนย้ายได้เต็มที่ รวมทั้งอาจมีปัญหาอุปกรณ์ชำรุดระหว่างการเคลื่อนย้าย ซึ่งอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บเพิ่มเติม

การลำเลียงผู้ป่วยด้วยวิธีนี้หากผู้ป่วยแข็งแรงและช่วยเหลือตัวเองได้พอสมควรก็จะทำได้สะดวกมากขึ้น

ดังนั้นหากทีมกู้ผู้ประสบภัยสามารถเข้าถึงตัวเด็กๆได้ สิ่งที่ควรทำในเบื้องต้นจะเป็นเช่นเดียวกับวิธีที่1 คือการประเมินและเร่งฟื้นฟูสภาพร่างกายเด็กๆในระหว่างที่รอทำการลำเลียง ทั้งนี้หากมีความจำเป็นอาจต้องนำทีมบุคลากรทางการแพทย์เข้าไปดูแลผู้ป่วยด้วยเช่นกัน

สิ่งที่สำคัญสิ่งหนึ่งในการจัดการภาวะวิกฤตและภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ คือการเตรียมความพร้อมต่อสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด และการดูแลความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ การเลือกวิธีการลำเลียงผู้ประสบภัยในสถานการณ์นี้อาจมีความยุ่งยากและมีอุปสรรคที่ต้องแก้ไขหน้างาน ต้องอาศัยการสื่อสาร การสั่งการและการร่วมมือประสานสอดคล้องกันของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย รวมทั้งอาจมีความจำเป็นต้องนำบุคลากรและอุปกรณ์ทางการแพทย์เข้าไปทำการช่วยเหลือ ไม่ว่าไปทางปล่องโพรงหรือประดาน้ำ ดังนั้นการเตรียมความพร้อมทีมปฏิบัติการการแพทย์ฉุกเฉินสำหรับสถานการณ์ดังกล่าวคือสิ่งที่จำเป็นในเวลานี้

Reference
1. Stella-Watts AC, Holstege CP, Lee JK, and Charlton NP: The Epidemiology of Caving Injuries in the United States. Wilderness Environ Med 2012; 23: pp. 215-222.
2. McCurley L, Mortimer R. Wilderness Medicine: Caving and Cave Rescue. 7th ed. Philadelphia, PA: Elsevier Inc, 2012.
3. David W Cowart,John B Halleck,BS,and Benjamin R Park,DO: Prevention and Treatment of Injuries from Cave Exploration in Hawai’i.Hawai’I J Med Public Health.2014 Nov:73(11 Suppl 2): 10-12.